สถานีเกษตรหลวง ภายในโครงการมีแปลงพืชผักเมืองหนาว เช่น สตอร์เบอร์รี่ บ้วย ท้อ พลัม กุหลาบ แอสเตอร์ เบญจมาศ ผักสดต่างๆ มีชาวเขา ร้านค้า ที่กางเต้นท์ ตลาดชาวเขา ฯลฯ
ดอยอ่างขาง เป็นที่ตั้งของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ซึ่งมีโครงการวิจัยผลไม้ ไม้ดอกเมืองหนาว งานสาธิตพืชไร่ พืชน้ำมัน โดยมุ่งที่หาผลิตผลที่มีคุณค่าพอที่จะทดแทนการปลูกฝิ่นของชาวเขา และทำการส่งเสริมพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมแก่ชาวเขาในบริเวณใกล้เคียง โดยมีชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้แก่ เผ่ามูเซอดำ ปะหล่อง จีนฮ่อ และไทยใหญ่ นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมแปลงทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาว ได้แก่ ท้อ บ๊วย พลัม ฯลฯ พืชผักเมืองหนาว งานสาธิตพืชไร่ เช่น แคร์รอท ผักสลัดต่างๆ สวนสมุนไพร แปลงดอกไม้ เช่น คาร์เนชั่น กุหลาบ แอสเตอร์ เบญจมาศ ฯลฯ โรงบรรจุผลไม้เพื่อส่งจำหน่ายและสหกรณ์ของโครงการ ซึ่งจำหน่ายผลิตผลที่ปลูกในบริเวณโครงการให้แก่นักท่องเที่ยวตามฤดูกาล
อยู่ในเขตพื้นที่ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศเหนือ 137 กม. แยกซ้ายเข้าไปอีก 25 กม. ดอยอ่างขางเป็นเทือกดอยสูงติดกับสันเขาพรมแดนประเทศพม่า จุดเด่นที่นักท่องเที่ยวไปเยือนดอยอ่างขางคือการไปเที่ยวชมดอกไม้เมืองหนาวภายโครงการฯ สถานีเกษตรดอยอ่างขางได้รับการจัดตั้งเมื่อปี 2512 ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อวิจัยพืชเมืองหนาวเพื่อส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกทดแทนฝิ่นและหยุดการทำลายป่า ดอยอ่างขางมีลักษณะเป็นแอ่งที่ราบในหุบเขาลักษณะเหมือนท้องกะทะหรือเหมือนอ่าง อยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 1,400 เมตร ภายในโครงการมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาก เช่น แปลงปลูกไม้ดอกไม้ประดับกลางแจ้ง แปลงปลูกไม้ในร่ม แปลงทดลองกุหลาบ แปลงปลูกผัก แปลงปลูกผักในร่ม สวนท้อ สวนบ๊วย ป่าซากุระ ป่าเมเปิ้ล พระตำหนักอ่างขาง
การเดินทาง จากเชียงใหม่ ใช้เส้นทางสาย 107 เชียงใหม่-ฝาง เป็นเส้นทางผ่านแม่ริม แม่แตง เชียงดาว ทางแยกเข้าดอยอ่างขางมี 2 เส้นทาง คือ แยกซ้ายที่ กม.79 เป็นเส้นทางใหม่ที่ไม่ชันมากแต่ทางจะเปลี่ยวหน่อย ระยะทางจากแยกทางหลวงสาย 107 ไปจนถึงอ่างขางมีระยะทางประมาณ 50 กม. อีกเส้นทางคือแยกที่ กม.137 มีระยะทางถึงอ่างขางประมาณ 25 กม. เป็นเส้นทางที่สั้นแต่ชันมาก รถเก๋งและรถทุกชนิดขึ้นได้ถ้าคนขับมีฝีมือ ถ้าไม่แน่ใจให้จอดรถไว้ที่วัดที่ปากทาง กม.137 หรือจอดรถไว้ที่บริเวณลานจอดรถเอกชนมีรั้วมิดชิด สถานที่รับจอดรถอยู่ตรงข้ามกับปากทางเข้าดอยอ่างขาง ค่ารถจอดคันละ 50 บาท แล้วนั่งรถสองแถวขึ้นไป หรือเหมารถขึ้นไป
แนะนำที่พัก
Amari Nature Resort
โรงแรมในเครืออมารี 5 ดาว, เป็นบังกะโล มี 2 แบบ: Garden View and Moutian View. จากจุดร้านอาหารของ รร. สามารถชมทิวทัศน์ภูเขาและหมู่บ้านชาวเขาได้ชัดเจน มีสวนไม้ดอกไม้ประดับ ต้นเมเปิ้ล ดวกบ้วย ฯลฯ
ฤดูท่องเที่ยว พ.ย. - ก.พ. ทุกปี
แหล่งที่มา เว็บ http://www.ไทยทัวร์.com
รูปภาพมีเยอะมาก คลิกดูนี่นะค่ะ http://www.thai-tour.com/thai-tour/North/Chiangmai/data/pic_doi-angkhang.htm
แสดงความเป็นเจ้าของบทความ
ดอยอ่างขาง เป็นที่ตั้งของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ซึ่งมีโครงการวิจัยผลไม้ ไม้ดอกเมืองหนาว งานสาธิตพืชไร่ พืชน้ำมัน โดยมุ่งที่หาผลิตผลที่มีคุณค่าพอที่จะทดแทนการปลูกฝิ่นของชาวเขา และทำการส่งเสริมพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมแก่ชาวเขาในบริเวณใกล้เคียง โดยมีชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้แก่ เผ่ามูเซอดำ ปะหล่อง จีนฮ่อ และไทยใหญ่ นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมแปลงทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาว ได้แก่ ท้อ บ๊วย พลัม ฯลฯ พืชผักเมืองหนาว งานสาธิตพืชไร่ เช่น แคร์รอท ผักสลัดต่างๆ สวนสมุนไพร แปลงดอกไม้ เช่น คาร์เนชั่น กุหลาย แอสเตอร์ เบญจมาศ ฯลฯ โรงบรรจุผลไม้เพื่อส่งจำหน่ายและสหกรณ์ของโครงการ ซึ่งจำหน่ายผลิตผลที่ปลูกในบริเวณโครงการให้แก่นักท่องเที่ยวตามฤดูกาล
ภายในสถานีเกษตรหลวงดอยอ่างขาง
ถนนภายในสถานีเกษตรหลวงดอยอ่างขาง ต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อชมทะเลหมอกในโครงการ และไม่ผิดหวังเลย
ลูกบ้วย บ้างก็มีให็เห็นอยู่ริมทาง
ต้นบ้วย...
นางพญาเสือโคร่ง (ซากูระ)
สตอเบอร์รี่ ในแปลง
ประวัติ อ่างขาง เป็นชื่อตำบลๆหนึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาตะนาวศรี ติดกับเขตแดนพม่า คือ ห่างกันเพียง 5 กิโลเมตรเท่านั้น สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,400 เมตร อยู่ในเขตอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ อ่างขาง ภาษาทางเหนือหมายถึง อ่างรูปสี่เหลี่ยม ลักษณะของดอยอ่างขางนั้น เป็นดอยที่มีรูปร่างของหุบเขายาวๆ ล้อมรอบไปด้วยเขาสูงทุกด้าน ตรงกลางของอ่างขาง เดิมเป็นเขาสูงดังเช่นที่เห็นทั่วไป ในบริเวณใกล้เคียง แต่เนื่องจากเป็นเขาหินปูน เมื่อถูกน้ำฝนชะก็จะค่อยๆละลายเป็นโพรงแล้ว ยุบตัวลงกลายเป็นหลุม ในอดีต ดอยอ่างขางเคยมีหมู่บ้านชาวเขา ทั้งม้ง,เย้า และมูเซอ อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และพื้นที่สามารถปลูกฝิ่นได้งาม เนื่องจากดินมีโครงสร้างที่เหมาะสมลักษณะอากาศ และภูมิประเทศก็เอื้ออำนวย
ดอยอ่างขางมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะตอนกลางคืน จะหนาวเย็นจัดที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ประกอบกับมีการทำไร่เลื่อนลอยชาวไทยภูเขา ในที่สุดก่อให้เกิดผลกระทบขึ้น เมื่อป่าไม้บนภูเขาเหลือน้อยฝนตกลงมา น้ำฝนก็ชะหน้าดินไหลลงสู่หุบเขาดิน ไม่สามารถอุ้มน้ำเอาไว้ได้ ทำให้ธาตุอาหารในดินลดน้อยลง เมื่อความอุดมสมบูรณ์ของดินหมดไป ชาวไทยภูเขาก็หาพื้นที่ทำไร่ใหม่ต่อไป ซึ่งได้ส่งผลให้ดอยอ่างขาง มีสภาพเป็นดอยหัวโล้น มาเป็นระยะเวลาอันยาวนานจากอดีต
ตั้งแต่เดือนตุลาคม–กุมภาพันธ์ อากาศหนาวเย็นจัด และดอกไม้ดอกนานาชนิดออกดออกสวยงามสะพรั่งไปทั้งดอย เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเที่ยวชมดอกไม้และพันธุ์พืชเมืองหนาว ----------------------------------
ภาพดอกไม้เมืองหนาว ในสวน 80
วันนี้ดอยอ่างขางมีสีสันของสภาพพื้นที่ ที่ได้รับการพัฒนาด้วยการ ใช้พื้นที่อย่างเหมาะสมบางส่วน ที่เคยโล่งเตียนอันเป็นผลมาจากการ ถูกทำลายในอดีต ก็ได้กลับกลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ในส่วนพื้นที่ที่เคยเป็นป่าก็ได้รับการฟื้นฟู ทั้งด้วยการปลูกป่าด้วยไม้โตเร็ว และปล่อยทิ้งพื้นที่ที่เคยเป็นป่าให้เกิดเป็นป่าใหม่ โดยวิธีธรรมชาติ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ใช้เป็นสถานที่ทดลองค้นคว้าวิจัยพืชผลเมืองหนาว ที่สามารถปลูกได้ดีในพื้นที่ ทั้งนี้เพื่อนำผลการทดลองค้นคว้า และวิจัยไปส่งเสริมให้ชาวไทยภูเขา ในพื้นที่ไปปลูก เพื่อทดแทนการปลูกฝิ่นเพื่อ ชาวเขาจะได้ตั้งหลักแหล่งที่อยู่ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และต้นน้ำลำธาร
ดอยอ่างขางนับได้ว่าเป็นพื้นที่“ที่สูง”เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญของประเทศแหล่งหนึ่ง และเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีแนวพระราชดำริให้การพัฒนาต่างๆในพื้นที่ จะต้องสอดคล้อง กับการอนุรักษ์พื้นที่นั้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก บนภูเขา เพื่อทดน้ำมาใช้ในการเกษตรกรรม หรือการปลูกป่าฟื้นฟูป่าธรรมชาติ ------------------------------ ภาพ ทะเลหมอกและบรรยากาศยามเช้าตรู่
สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง จากการเสด็จพระราชดำเนินของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ไปเยี่ยมพสกนิกรและชาวไทยภูเขาหลายหมู่บ้าน ทรงทอดพระเนตรเห็นว่า ชาวเขาส่วนใหญ่ปลูกฝิ่นแต่ยากจน ทั้งยังทำลายทรัพยากรป่าไม้ต้นน้ำลำธาร ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญต่อระบบนิเวศโดยรวมของประเทศชาติ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติในอนาคตได้ ดอยอ่างขางก็เกิดปัญหาดังกล่าวที่จำเป็นต้องเข้ามาดำเนินการแก้ไขด้วยเช่นกัน ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นจำนวน 1,500 บาท เพื่อซื้อที่ดิน และไร่จากชาวเขา ในบริเวณดอยอ่างขางส่วนหนึ่ง จากนั้นก็ทรงมอบหมายให้หม่อมเจ้าภีศเดชรัชนี ดำเนินการใช้เป็นสถานีทดลอง ปลูกไม้เมืองหนาว ให้เป็นตัวอย่างแก่ชาวเขา เพื่อชาวเขาจะได้นำวิธีการไปใช้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังที่ ทรงพระราชทานไว้ว่า “ให้ช่วยเขาช่วยตัวเอง” งานพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวเขา และพัฒนาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ได้เริ่มต้นขึ้นด้วย
โครงการในพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขาตั้งแต่เมื่อ ได้โปรดเกล้าฯจัดตั้ง โครงการหลวงเป็นโครงการส่วนพระองค์ เมื่อปีพ.ศ. 2512 การดำเนินงานของดอยอ่างขาง ก็ได้พัฒนาเป็นสถานีเกษตรหลวงอ่างขางกลางปีพ.ศ. 2514 ไต้หวันได้จัดส่งผู้เชี่ยวชาญมาศึกษาสภาพพื้นที่ และความเหมาะสมในการปลูกไม้ผลเมืองหนาว หลังจากนั้นก็ได้ส่งเชื้อเห็ดหอม และพันธุ์พืชถวายโดยไม่คิดมูลค่า เพื่อให้ทรงนำมาใช้ประโยชน์ ตามพระราชประสงค์ในโครงการหลวง โดยเฉพาะการเพาะเห็ดหอมนั้น เมื่อนำมาเพาะกับไม้ก่อ ซึ่งเป็นไม้ท้องถิ่นของภาคเหนือก็จะได้ผลผลิตเห็ดหอมสดๆ ส่งออกตลาดได้เป็นจำนวนมาก ในปัจจุบันสถานี เกษตร หลวง อ่าง ขาง ได้ ทดลอง ปลูก ไม้ ผล เมือง หนาว โดย เริ่ม จาก การ ปลูก แอปเปิ้ล และ พันธุ์ ไม้ อื่น ๆ ตาม มา ---------------------------- ตลาดหมู่บ้านขอบด้ง
บ้านคุ้มคึกคักที่สุด มีร้านอาหาร และที่พักบริการด้วย บ้านคุ้มอยู่บริเวณด้านหน้าสถานี ดอยอ่างขางเหมาะสำหรับการเที่ยวชมธรรมชาติและวีถึชีวติชาวเขา ------------------------- ภาพตลาดยามดึก บ้านคุ้ม
ตกดึก หากดึกมากๆ ร้านค้าจะปิดหมด หาทานไม่ได้ แต่เผอิญไปพบร้านนี้่เข้าในหมู่บ้านขอบด้ง อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารพื้นเมือง อาหารจีน หมูป่า ไม่ค่อยอร่อย แต่พอทานได้ รสชาติจะต่างๆไปหน่อย
อาหารดีขึ้นมาหน่อยก็พอมี เช่น ที่ร้านอ่างขางวิลล่า แต่หากมาในวันเทศกาลคงต้องจองกันก่อน เพราะทัวร์มักจองก่อนเรา ก็เลยไม่ได้ทานที่นี่
หรือร้านแผงลอย ซี่โครงหมู่ตุ๋น มันเผา ผลอะโวคาโด ก็พอรองท้องได้
อากาศหนาวมากๆ ยิ่งดึกยิ่งหนาว เดินกลับที่พัก สั่น...ตลอดทาง
ครั้งแรกที่ผมเดินทางมาดอยอ่างขาง ผมพักที่นี่...อมารีอ่างขาง
รูปอมารีอ่างขาง ข้างบน ผมถ่ายในปี 49
แต่รูปนี้ ถ่ายใน ปี 47 มุมเดียวกันเลย
อีกสิ่งที่ผูกพันกับที่นี่ คือ ต้นเมเปิ้ลหน้ารีสอร์ท มาทุกครั้งต้องมาถ่าย
ชอบใบเมเปิ้ลที่นี่มาก ก็เลยเอาขึ้นเว็บเป็นรูปแรกๆ เลย
ห้องพักของผม
ที่ Amari Nature Resort
ผมแนะนำ ยังไม่ต้องไปไหนไกลยามเช้า....
ให้เข้าสถานีเกษตรหลวงก่อนเลย...ครั้งแรกที่ไป ผมเข้าประมาณ 8.30 น. ก็ดี...หากเป็นช่วงเทศกาลคนจะเยอะมาก
ครั้งที่ 2 นอนในสถานีเลย... ก็เลยได้เที่ยวก่อนชาวบ้าน...
ร้านอาหารและสวัสดิการ ในสถานีเกษตรหลวงดอยอ่างขาง
หนาวมาก เชื่อไหม... ดูนี่ซิ
กี่องศาหรือ....นี่ไง
5 องศา ตอนที่ถ่ายรูปเลย ดูปรอทดิ
ผมแนะนำให้ขับรถรอบๆ โครงการ อย่างน้อย 1 รอบก่อน...
ชมสวนผลไม้ บอนไซ แต่อาจเห็นหรือไม่เห็น แล้วแต่ว่า เราเดินมาช่วงที่ ต้นไม้ชนิดนั้นออกดอกตามฤดูพอดีหรือเปล่า ดังนั้น ก็คงเห็นได้ไม่หมด
ปลายปี จะเป็นช่วงที่ท้อ ออก ผมก็เลยเห็นลูกท้อ กับดอกซากูระ (นางพญาเสือโคร่ง) และสตอเบอร์รี่ กล้วยไม้รองเท้านารี ฯลฯ พอดี
------------------------------------
ภาพถนนในโครงการ ทีเห็นขาวๆ เป็นหย่อม บนหญ้า ทางซ้ายมือ นั่งคือ น้ำค้าง ครับ
หรือไม่มีรถยนต์ก็ จักรยานเป็นไง แต่ต้องฝ่าลมหนาวเอง เน้อ...
บ้านขอบด้ง ระหว่างทางที่ขับรถอยู่
แนะนำครับ
ไม่ควรพลาดกับ ร้านค้าและสวนในสถานีเกษตร ใกล้ทางออก
ขายพืชผล ที่เราชม มีสวนไม้ดอก เช่น กล้วยไม้ โดยเฉพาะ ตระกูลรองเท้านารี ถ่ายรูปสวยมาก
เช่น อินทนนท์ใบกว้าง ดอยตุง เหลืองอุดร คางกบคอแดง สุขะกุล คางกบเชียงใหม่ คางกบเขมร คางกบปักษ์ใต้ อินทนนท์ลาว
หากคุณชอบเหมือนผม ไม่พลาดกับดอกไม้แปลกๆ
ต้องเอาขาตั้งกล้องไปด้วยเน้อ...
ชุดที่ 2
ร้านค้าในสถานีเกษตรหลวง
มีอยู่ร้านเดียวครับ ตรงข้ามกับแปลงสตอเบอร์รี่
แปลงผักปลอดสารพิษ อยู่ไม่ไกลจากร้านค้า
สวน 80 ในสถานีเกษตรหลวง เป็นอีกที่ ที่ไม่ควรพลาด
ดอกไม้ปลูกกลางแจ้ง เยอะดี
ดอกไม้กลางแจ้งที่สวน 80
ชาวเขาเดินผ่านมาพอดี
ไร่สตอเบอร์รี่ ระหว่างทางไป บ้านนอแล
สตอเบอร์รี่ ที่ชาวเขาปลูกเอง ก็ดูสวยดี แต่เกรดยังใช่ไม่ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับ คอมเม้นท์ที่ 7
ประเภทที่คุณภาพต่ำลงมาจะถูกคัดไปทำไอศรีม แทนที่จะนำไปขายทั้งผล
ผลผลิตพวกนี้ชาวเขาก็จะขายให้ทางโครงการอีกที
-------------------------------------------------------
เกล็ดความรู้ ต้นสตรอเบอรี่จะเริ่มแทงช่อดอกประมาณเดือนพฤศจิกายน เมื่ออุณหภูมิลดต่ำลงและช่วงแสงของวันสั้นเข้า คือ ประมาณหนึ่งเดือนหลังจากปลูก เมื่อดอกบานมรการผสมเกสรแล้วประมาณหนึ่งเดือน ผลจะเริ่มทยอยแก่พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้ โดยผลสุกมากที่สุดในช่วงเดือนมีนาคมและจะวายประมาณปลายเดือนเมษายน
การเก็บผลผลิตควรเก็บช่วงที่มีอากาศเย็น คือ ตอนเช้ามืดในสภาพอากาศแห้ง เมื่อเก็บแล้วไม่ควรให้ผลถูกแสงแดด เนื่องจากผลสตรอเบอรี่มีอัตราการหายใจสูง เมื่อถูกแสงแดดจะทำให้ผลเน่าเร็ว ในต้นหนึ่งๆจะมีผลสุกแตกต่างกัน ควรเลือกเก็บผลที่มีความแก่ตามที่กำหนดไว้เท่านั้น เก็บทุก 1 - 2 วัน โดยใช้ส่วนเล็บหัวแม่มือและนิ้วชี้เด็ดออกจากขั้ว หรือใช้กรรไกรชนิดที่ตัดขั้วผลและหนีบส่วนขั้วผลได้ด้วย ทำให้ผลสามารถติดมากับกรรไกรได้ นับว่าเป็นวิธีที่ทำให้ผลและต้นสตรอเบอรี่ไม่ชอกช้ำ ภาชนะที่ใช้บรรจุสตรอเบอรี่ขณะเก็บผลในแปลง ควรใช้ภาชนะทรงตื้นมีขนาดที่พอเหมาะ สามารถคัดเลือกคุณภาพของผลได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนภาชนะ เพื่อให้มีการจับต้องผลให้น้อยครั้งที่สุด และไม่ควรบรรจุผลสตรอเบอรี่มากเกินไป เพราะจะเกิดการกดทับทำให้ผลช้ำได้ ถึงแม้ว่าสตรอเบอรี่จะเป็นผลไม้ชนิดบ่มไม่สุก แต่สตรอเบอรี่สามารถมีสีแดงเพิ่มขึ้นได้หลังจากเก็บเกี่ยว ดังนั้นสตรอเบอรี่ที่เก็บเกี่ยวในขณะที่ผลยังไม่แดงทั้งผลจึงสามารถแดงพอดีเมื่อถึงตลาดปลายทาง การเก็บเกี่ยวผลสตรอเบอร่ที่มีผิวสีแดง 100 เปอร์เซนต์ จะทำให้การเกิดช้ำและมีเชื้อราเข้าทำลายระหว่างการขนส่งได้ง่าย การเก็บเกี่ยวผลิตเกษตรกรจะต้องคำนึงถึงความต้องการของตลาด ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของตลาดว่าจะเป็นตลาดเพื่อโรงงานแปรรูปหรือตลาดเพื่อการบริโภคสด
ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร doae.go.th
เห็นไร่แบบนี้ ริมทาง คนอย่างผมหรือจะไม่ลงไปดู....
ไร่สตอเบอร์รรี่ของชาวเขาใกล้บ้านนอแล (ปะหล่อง) ปลูกกันริมเชิงเขา อากาศถ่ายเท เย็นตลอดทั้งปี
ว่าแล้วก็ลงสำรวจเลย
ผัก ก็มี ชาวเขาจะเตรียมไว้ในกระบะ จะมีพ่อค้ามารับซื้อต่อ
หมู่บ้านชาวเขา
ขอลุยเข้าหมู่บ้านชาวเขาเลย ดีกว่า...
ขวาก็ภูเขา ซ้ายก็ภูเขา
บรรยากาศเย็นเยือก ลมโชยมาไม่ขาดสายจากจุดที่ผมยืนอยู่ เห็นเมฆลอยต่ำกลางหุบเขา คลาสิคดีแท้
ล้อมรั้วด้วยไม้ไผ่ แบบเรียบง่าย เพียงพอและพอเพียง สำหรับการใช้ชีวิตที่ไม่ฟุ้งเฟ้อ
ลัดเลาะตามถนนดินแดง มาเรื่อยๆ ผมก็เข้ามาถึงที่นี่
หมูเลี้ยง...พันธุ์หมูป่่า
อะไรไหวๆ
อ้อ ตัวตุ่นกำลังมุดดินอยู่
ไม่กล้าถ่ายนาน เดี๋ยวเขาต่อว่า...
ฐานปฏิบัติการนอแล ขับรถต่อถึง ชายแดนไทย-พม่า
ฐานปฏิบัตการต้องแยกกันตามยอดเขา เพื่อเห็นข้าศึกฝ่านตรงข้ามได้ชัดเจน หากมีเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากล
-----------------------------------------------
ฐานปฏิบัติการ นอแล อยู่ในเขต หมู่บ้านนอแล (เผ่าปะหล่อง) หมู่ 14 ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ พิกัด NC 046045 ประมาณเส้นรุ้งที่ 19015'-19057' เหนือ เส้นแวงที่ 99001' สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,375 เมตร
ข้างถนน สู่หมู่บ้านนอแล
ทางขึ้นจุดชมวิวของฐานปฏิบัตการนอแล (รถขึ้นได้)
บ้านชาวเขาปะหล่อง ใกล้ศูนย์ปฏิบัติการ
จากบ้านนอแล ผมเลือกที่จะกลับอีกเส้นผ่านหมู่บ้านจีนฮ่อ ระหว่างทางมี โจ๊กหมู มาม่า เห็ดหอม ซาลาเปา รู้เลยว่าน่าจะใกล้ถึงหมู่บ้านจีนแล้ว
หมู่บ้านจีนฮ่อ สภาพความเป็นอยู่จะดีกว่า ชาวเขาอื่นๆ บางหลังมีทีวี รถกระบะ และสิ่งอำนวยความสะดวก อาจเป็นเพราะความที่เป็น พ่อค้าแม่ค้าในสายเลือด แทนที่จะทำเกษตร
จุดชมวิวบ้านผาแดง อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ บนเส้นถนนเลียบชายแดนไทย-พม่า
ผมเลือกที่จะกลับจากดอยอ่างขาง สู่จ.เชียงใหม่โดยใช้อีกเส้นทาง (ไม่เหมือนขามา)
เส้นทาง บ้านผาแดง สู่ อ.เชียงดาว
มุมเดียวกับ #55 แต่ถ่ายในปี 47
bye bye เจอกันทริปหน้า ครับ...
สถานที่ท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่
http://www.thai-tour.com/thai-tour/north/chiangmai/main.htm
วางที่นี่